วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ดูแลผม ก่อน-หลัง .. ดัด

ดูแลผม ก่อน-หลัง .. ดัด


บำรุงผมก่อนจะดัด

1. ถ้ามั่นใจว่าเส้นผมของเราแข็งแรงพอที่จะดัดแล้วล่ะก็ ก่อนการดัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ เส้นผมควรได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่ โดยการใช้ทรีตเม้นท์แบบเข้มข้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมอย่างเต็มที่เพราะภายหลังจากการดัดผม แล้ว เส้นผมจำเป็นจะต้องได้รับการบำรุงมากยิ่งขึ้น
2. เมื่อผมใหม่งอกยาวขึ้น บริเวณรากผมที่ดัดไว้จะตกลงมา ควรพิจารณาดูว่าจะมีการดัดเพิ่มเฉพาะช่วงรากหรือค่อยๆ เล็มผมแล้วดัดเพิ่มใหม่ทั้งหมด แต่อย่าดัดซ้ำสองในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นผมนั้นอ่อนแอและเสียไปในที่สุด
3. ควรเว้นระยะประมาณ 2 สัปดาห์ ระหว่างการดัดผม ไม่อย่างนั้นจะต้องเผชิญกับปัญหาเส้นผมแห้งเสียเหมือนฟางข้าวแทนที่ลอนผม สลวยสีสันสดใสได้


การดูแลเส้นผมหลังจากการดัด

1. ควรใช้แชมพูสำหรับผมแห้งซึ่งมีน้ำมันซิลิโคนที่มากสักหน่อยเป็นประจำ จะช่วยทำให้ผมลื่นและดูเงางาม
2. ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำให้เจือจาง นำมาชโลมเส้นผมหลังจากล้างน้ำครั้งสุดท้าย ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น กรดของน้ำมะนาวจะช่วยให้ไฟเบอร์ในผมยึดเกาะกันได้แน่น ผมจะเรียบขึ้น หวีง่ายขึ้น และสะท้อนแสงไฟได้ดีขึ้น ทำให้ผมดัดแลดูเป็นเงางาม
3. นำเนื้ออะโวคาโดผสมกับน้ำมันทานตะวัน 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวอีกเล็กน้อยชโลมบนผมเปียก ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้หมดช่วยบำรุงผม
4. ไม่ควรสระผมภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากการดัดผมมาหมาดๆ
5. เมื่อครบกำหนดเวลา ควรใช้แชมพูและครีมนวดสูตรเฉพาะสำหรับผมดัดเท่านั้น
6. หวีผมด้วยหวีซี่ห่าง ไม่ควรใช้แปรงหวีผมเด็ดขาด และหากจะให้ดีควรใช้นิ้วมือช่วยจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่เข้าทางก็พอ
7. หลังจากสระผมควรซับให้แห้ง เพราะความเปียกสามารถทำให้เส้นผมยืดตัวได้ง่าย
8. หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับการดัดผม ปล่อยให้เส้นผมแห้งเอง
9. ใช้เซรั่มลดความฟูของเส้นผม หรือใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเส้นผมแบบ Super Hold ประเภทแว็กซ์หรือโลชั่นลูบผม จะช่วยให้ทรงผมจัดลอนได้สวยงาม
10. ใช้ไดร์เป่าผมให้เสยไปด้านหลัง แล้วใช้นิ้วมือเสยผม จนผมหยิกเริ่มคลายลอน ใช้น้ำมันใส่ผมหรือแฮร์โค้ทชโลมเบาๆ จะได้ผมทรงใหม่เป็นลอนสวยไม่หยิก
11. ควรนวดหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและการผลิตไขมัน
12. ใช้สเปรย์เพิ่มวอลุ่มเส้นผม
13. ผมลอนใหญ่จัดทรงยาก ใช้มูลชโลมผมที่เปียกหมาดๆ แสกผมแล้วแบ่งผมเป็นช่อ ม้วนโรลขนาดใหญ่ทิ้งไว้ให้แห้งใช้นิ้วจัดแต่งทรง

เคล็ดลับเปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองให้สวย

เคล็ดลับเปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองให้สวย

ถ้าคุณเป็นสาวมือใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก


หรือถึงแม้คุณจะเคยเปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองมาก่อนแล้วแต่ยังทำได้ไม่ดีหรือมี ปัญหาที่ไม่คาดคิดตามมาด้วยเสมอเคล็ดลับพวกนี้สามารถช่วยคุณเปลี่ยนสีผมด้วย ตัวเองออกมาได้อย่างสวยงามราวกับมืออาชีพ

ตัดผมก่อนเปลี่ยนสี :
ถ้าคุณมีเส้นผมแห้งเสียหรือแตกปลายก็ตัดเล็มซะให้ดีก่อนเปลี่ยนสีผมเพราะ เส้นผมที่แห้งเสียมักจะมีรูพรุนทำให้ดูดซับสีไว้มากกว่าเส้นผมส่วนที่เหลือ สีผมจึงอาจดูเข้มไม่เท่ากันได้

อย่าขี้เหนียว :
ถ้าคุณมีเส้นผมยาวเกินไหล่ลงไปผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมเพียงกล่องเดียวก็อาจไม่ เพียงพอต่อความต้องการของคุณฉะนั้นก็ควรซื้อเพิ่มเป็นสองกล่องเพื่อที่คุณจะ ได้ชะโลมทาเส้นผมให้ทั่วทั้งศีรษะได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้สีผมดูสม่ำเสมอเท่ากันทั้งศีรษะ

เปลี่ยนสีทีละส่วน :
แบ่งเส้นผมบนศีรษะออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกันแล้วติดกิ๊บแยกเป็นส่วนๆเอาไว้จาก นั้นก็ทาผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมไปทีละส่วนจนครบทั่วทั้งศีรษะวิธีนี้จะทำให้ คุณรู้ได้ว่าเส้นผมส่วนไหนที่ทาไปแล้วและส่วนไหนที่ยังไม่ได้ทา

ชอบดัด ย้อม ยืด ทำร้ายผมต้องดูแลให้ดี

ชอบดัด ย้อม ยืด ทำร้ายผมต้องดูแลให้ดี

เพราะ "เส้นผม" สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพได้ แต่ผู้หญิงบางคนก็ชอบย้อม ดัด กัดสี เป่า อบ ยืด จนทำให้ผมแห้ง แตกปลาย ขาดน้ำหนัก อาวียองซ์ อะคาเดมี จึงมาแนะวิธีการดูแลเส้นผมแบบง่ายๆ จากภายในและภายนอกมาฝาก

นายพงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมอาวียองซ์ อะคาเดมี บอกว่า เส้นผม เปรียบเสมือนสิ่งเติมเต็มความสวยงามของผู้หญิง และเป็นเครื่องบ่งบอกบุคลิกและความเป็นแฟชั่นของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี

" สาวที่ชอบทำสี ยืด ดัด ย้อม การใช้ความร้อนจะทำให้ผมแห้ง แตกปลาย ซึ่งแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกแชมพูและครีมนวดผมให้เหมาะกับสภาพเส้นผม และหนังศีรษะ ควรสระผมวันเว้นวันด้วยน้ำอุ่น ขณะสระผมใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ อย่าใช้เล็บเกาหนังศีรษะ จะทำให้เกิดอักเสบและผมร่วงง่าย หากสระผมเวลากลางคืนควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอน เพื่อป้องกันความอับชื้นบนหนังศีรษะ และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้"

นายพงศกรพัฒน์ ยังแนะนำอีกว่า แม้ เส้นผมจะไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ควรใช้ครีมหมักผมหรือทำทรีตเมนต์บำรุงพิเศษ สัปดาห์ละครั้ง หากผมแห้งจนแตกปลาย ควรใช้กรรไกรเล็มปลายผมที่แตกออก และใช้ครีมนวดผมที่มีคุณภาพเป็นประจำ หมักผมด้วยครีม หรือโคลนหมักผม สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการดัดหรือกัดสีผมบ่อยจนเกินไป หากต้องการทำควรเลือกช่างผมที่ชำนาญ และอย่ารัดหรือเกล้าผมแน่นจนเกินไป ไม่เป่าผมด้วยความร้อนมาก ให้เป่าเคลื่อนไหวไปทั่วศีรษะ ไม่จ่อเป่าให้แห้งทีละจุด เพราะจะเป็นอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนก็ได้ และทานอาหารให้ครบหมู่ อย่างปลา ผัก ผลไม้ ธัญพืช

เท่านี้ผมก็สลวยสวยเก๋แล้ว

ไฮไลท์ หรือ ทำร้าย เส้นผม ?!?

ไฮไลท์ หรือ ทำร้าย เส้นผม ?!?


เส้น ผมเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต เจ้าของผมจะเหมือนไร้ชีวิตเมื่อเส้นผมไม่อยู่ในสภาพ ที่ใจคิด ในปัจจุบันการเปลี่ยนสีผมเป็นผมหงอกขาวตามวัยเป็นสิ่งที่หลายคนทำใจไม่ได้ แต่การเปลี่ยนสีตามกระแสนิยมกลับทำให้เจ้าของผม พึงพอใจ

รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เส้นผมเป็นสิ่งพิเศษของชีวิตที่ต้องดูแลหลายขั้นตอน ต้องสระให้สะอาด สลวย เงางาม ตัด ดัดและจัดทรงผมให้รับกับใบหน้า แต่เมื่อมีการชี้นำของธุรกิจแฟชั่นเส้นผม การจัดแต่งเส้นผมจึงเปลี่ยนไปตามกระแส จากผมเรียบสลวย สยาย กลายเป็นผมยุ่งเหยิง ชี้ตั้ง อย่างไร้ทิศทาง

เส้น ผมของวัยรุ่นและวัยทำงานเกือบทุกคนกำลังถูกทำทารุณกรรมอย่างหนัก ด้วยการฟอกกัดสีผม ภาษาทันสมัย คือ การทำ ไฮไลต์ เป็นการสร้างจุดเด่นจากการเปลี่ยนสีผม ซึ่งอาจทำเป็นสีเดียวหรือหลายระดับสีก็ได้

สีของเส้นผมสร้างจากเซลล์สร้างเม็ดสี ส่งสีเข้าในแกนผม โดย เม็ดสีมี 2 ชนิด คือ ยูเมลานิน เม็ดสีดำ และฟิโอเมลานิน สีจะกระจายอยู่ในใยผม จำนวนและการกระจายของสีทั้งสองแตกต่างกันตามพันธุกรรม ในคนเอเชียผมดำมีเม็ดสียูเมลานินกระจาย แน่นกลบเม็ดสีแดง ของฟิโอเมลานิน ส่วนคนผิวขาวผมสีทองมีเม็ดสียูเมลานินน้อยจึงเห็นสีของฟิโอเมลานินซึ่งมีสี แดง

ในคนผมหงอก การย้อมผมจะทำได้ง่ายหลายท่านย้อมเองใช้เวลาเพียง 30 นาทีผมก็จะดำ คุณภาพผมก็ยังคงเดิม ส่วนการทำไฮไลต์ กระบวนการจะแตกต่างกับการย้อมผม ต้องฟอกสียูเมลานินออกให้หมด จึงเห็นสีแดงของเม็ดสีฟิโอเมลานิน สีผมจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง

ขบวนการฟอกสีเป็นปฏิกิริยาเคมีแบบออกซิเดชั่นเกิดภายในแกนผม สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะซึมผ่านผิวผมซึ่งเกิดช่องว่างจากสภาพด่างของน้ำ แอมโมเนีย จะปล่อยประจุออกซิเจนให้ยูเมลานินเป็นออกซียูเมลานินซึ่งไม่มีสี

รศ. พญ.พรทิพย์ กล่าวว่า สีผมมี 10 ระดับสี คือ ดำ น้ำตาล น้ำตาลแดงเข้ม น้ำตาลแดง น้ำตาลแดงอ่อน สีทองเข้ม สีทอง สีทองอ่อน สีทองอ่อนมาก และสีทองอ่อนที่สุด

การฟอกสีผมจะค่อยเปลี่ยนไล่ลดสีลงตามระดับ สารฟอกสีผม คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มีจำหน่ายเพื่อให้ใช้เอง จะมีปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ร้อยละ 3 ร้อยละ 6 หรือ 12 สามารถลดระดับสีได้ 2-3 ระดับ ถ้าใช้ตามคำแนะนำจะปลอดภัย แต่ในร้านทำผมอาจใช้ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในความเข้มข้นสูงมาก เมื่อลูกค้าต้องการลดสีผมให้อ่อนลงหลายระดับในการฟอกกัดสีผมครั้งเดียวจึง เกิดปัญหาผมเสีย ตามมา เพราะใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในความ เข้มข้นสูงมาก และการ แช่ผมในน้ำแอมโมเนีย นาน ๆ จะทำลายพันธะไดซัลไฟด์ของโปรตีนผิวผมและใยผม

หลัง ไฮไลต์นอกจากสีผมจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีทอง ไฟฟ้าสถิตบนผิวผมเพิ่มขึ้น ผมจึงฟูเมื่อแห้งและพันกันเมื่อเปียกน้ำ และการทำลายของใยผมทำให้เส้นผมเปราะขาดง่ายโดยเฉพาะเมื่อผมเปียก เส้นผมซึ่งสูญเสียโปรตีนไปจะอมน้ำมากและแห้งช้า แต่ผมไม่สามารถเก็บกักความชื้นได้จึงแห้ง กรอบ และหัก

การฟอกกัดสีผมต้องทำโดยผู้ชำนาญทำด้วยความระมัดระวังไม่ทำลายเส้นผม กรณีผมดำต้องการผมเป็นสีทอง การฟอกสีต้องทำเป็นขั้นตอนค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องทำ 3 ครั้ง ครั้งแรกฟอกสีดำเป็นสีน้ำตาลแดง ครั้งที่ 2 ฟอกผมสีน้ำตาลแดงให้เป็นสีทองประกายส้ม และครั้งที่ 3 ฟอกผมสีทองประกายส้มเป็นสีเหลืองทอง เพราะถ้าทำในครั้งเดียวเส้นผมจะไม่สามารถทนต่อไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือสารออกซิไดซ์ อื่นได้.

ปล่อยผม ช่วยคลายเครียด ลดอาการปวดตึงศีรษะ

ปล่อยผม ช่วยคลายเครียด ลดอาการปวดตึงศีรษะ


ทรง ผมหรือสุขภาพผมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อเส้นผม โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรานั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่นควัน แสงแดดการทำผม เช่น การดัด ย้อม เป่าผมหรือแม้แต่การยืดผม ย่อมทำให้เส้นผมได้รับสารเคมีซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผมเสียง่ายกว่าปกติ

รู้หรือไม่ว่าการที่เราทำผมบ่อยๆ นั้นเป็นการทำร้ายผมโดยตรง ซึ่งบางครั้งสารเคมีเหล่านี้จะสะสมในร่างกายและอาจเกิดรุมเร้าตามมาที่หลัง แม้กระทั่งการที่เรามัดหรือผูกผมก็เช่นกัน ผมที่ถูกมัดจนตึง มักจะทำให้เรารู้สึกมึนหัว อึดอัด ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยเป็นประจำ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะนั่นเอง โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำร้ายตัวเองอยู่

ผู้หญิงที่ชอบมัดผม หรือคาดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ เป็นเพราะชอบไว้ผมยาวแต่ไม่ชอบปล่อยผม ทำงานที่ไม่สะดวกต้องการความกระชับ ทำงานกลางแจ้งหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก จึงมีความจำเป็นต้องมัดผม อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาอย่างที่คาดไม่ถึง เนื่องจากการรัดผม คาดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ ทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้หน้าผากกว้างมากขึ้น ยังทำให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ง่าย เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียดได้อย่างง่ายดาย

เพราะปกติผู้หญิงทำงานต้องแบกรับความเครียดอย่างมากอยู่แล้วในแต่ละวัน หากหันมาปล่อยผมให้สบาย ๆ บ้าง เลือดจะได้ไหลไปเลี้ยงสมองได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเครียดและอาการปวดตึง บริเวณศีรษะและท้ายทอย เนื่องจากความเครียดได้ด้วย

ปัญหาของเส้นผมมีมากมายต่างๆ นานา ที่มักจะเกิดกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผมร่วง ผมขาดง่าย ผมเสีย นอกจากจะสร้างปัญหาให้เราได้กลุ้มใจแล้ว ยังทำให้เราขาดความมั่นใจด้วย ถ้าขาดการดูแลเอาใจใส่

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ถามตอบเรื่อง AHA, BHA, VitC กับหมอเล็ก

ถามตอบเรื่อง AHA, BHA, VitC กับหมอเล็ก

ถามตอบกับหมอเล็ก เรื่อง AHA, BHA, VitC (ก็หน้าขาวใสกิ๊กนั่นแหละ)

• จริงหรือเปล่าคะที่ aha ทำให้ผิวเราบางลงและไวต่อแสง ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นฝ้า-กระมากขึ้น

คำตอบ
จริง ที่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้นครับ ส่วนทำให้เป็นฝ้าหรือกระมากขึ้นนั้น จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะสาเหตุการเกิดฝ้าและกระ มาจากหลายปัจจัย(Multiple factors) แม้ว่าไม่ได้ใช้AHA แต่ยังไงก็ควรเลี่ยงแดดอยู่แล้วล่ะครับ



• ถามด้วยคนค่ะ นอกจากจะต้องใช้ครีมกันแดดแล้ว เมื่อใช้AHAแล้ว ควรจะใช้ครีมบำรุงผิวชนิดอื่นร่วมด้วยไหมคะ เป็นประเภทไหนดี ช่วยอธิบายด้วย แต่ไม่ต้องบอกยี่ห้อค่ะ กำลังจะเริ่มใช้พอดี ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
อย่างที่บอก ไงครับ ควรใช้ร่วมกับครีมที่ให้ความชุ่มชื้นธรรมดาๆก็พอ ส่วนถ้าอยากใช้ครีมอย่างอื่นอีกเช่น ไวเทนนิ่ง บีเอชเอ ฯลฯ ควรแยกวันแยกเวลากันทาครับ



• รบกวนอีกนิดนะคะ....เกี่ยวกะ BHA ค่ะ ถ้าใช้ควบคู่กับพวกครีม หรือ essence ต่างๆที่เป็นพวก Whitening ได้ไหมคะ??? เพราะถ้า AHA คงไม่ได้

คำตอบ
ใช้ได้ครับ แต่ส่วนตัวจะให้ทาไวเทนนิ่งตอนเช้าก่อนกันแดด แล้วให้ทาบีเอชเอหรือเอเอชเอตอนก่อนนอนครับ



• ในบรรดา AHA, BHA, Vitc ให้ผลแตกต่างกันมั๊ยคะ หรือควรเลือกใช้แค่ตัวใดตัวหนึ่งก็เพียงพอแล้ว Vitc แต่ละยี่ห้อที่ขายกันซึ่งราคาต่างกันลิบลับน่ะค่ะ จริงๆ แล้วมันมีคุณสมบัติ หรือกรรมวิธีการผลิตที่ให้ผลต่างกันตามราคาแค่ไหนคะ แล้ว Kojic ที่คุณหมอว่าคืออะไรคะ? ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
เอเอชเอ บีเอชเอ วิตามินซี ให้ผลใกล้เคียงกันครับ

วิตามิน ซีสลายตัวง่าย กรรมวิธีที่ผลิตค่อนข้างสำคัญครับ ของถูกมากๆคงจะดีที่สุดไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าของแพงมากๆจะดีที่สุดครับ คงต้องเลือกและพิจารณาจากบริษัทที่มีการผลิตที่มีการยอมรับทั่วโลกน่ะครับ

โคจิก เอซิด ก็คือสารชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในเวชสำอาง ทำให้ผิวขาวขึ้น พบได้ในเครื่องสำอางหลายยี่ห้อครับ ลองหาดู หาง่ายครับ





• ขอถามบ้างนะคะ Vit C มันช่วยผลัดผิวเหมือน AHA หรือเปล่าคะ ถ้าไม่ใช่ แล้วมันทำงานยังไงคะถึงช่วยให้หน้าขาวใสได้

คำตอบ
วิตามิน ซีช่วยผลัดบ้างแต่ไม่มากเท่าเอเอชเอครับ แต่มีฤทธิ์ไวเทนนิ่ง และแอนตี้ออกซิแดนซ์ซึ่งเอเอชเอไม่มี แต่ทั้งหมดเป็นการทดลองในหลอดทดลองนะครับ สารพวกนี้ไม่ได้มีคณสมบัติในการรักษาน่ะครับ เอาไว้ใช้ป้องกันมากกว่า ถ้าใช้รักษาได้ก็ต้องเรียกว่ายาแล้วล่ะครับ ส่วนความปลอดภัย ถ้าไม่ได้เป็นผิวที่ไว หรือแพ้ต่อสารดังกล่าว ความปลอดภัยคงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญครับ

ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

วันนี้ ขอตอบคำถามที่มีคนถามมา บางคำถามรำเพยก็ได้แต่กลอกตาไปมาด้วยความงงว่าถามอะไรกันหว่า ใครจะไปรู้ แต่พอมานึกดูดีๆอีกที คำถามพวกนั้นก็น่าสนใจเหมือนกันนะ วันนี้เลยเอาคำถามกระจุกกระจิกมาเล่าสู่กันฟัง

คำถามของวันนี้: ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

คำ ถามง่ายๆ แต่ตอบยาก เพราะว่าไม่เคยมีใครเขียนอธิบายไว้ให้ชัดเจน แต่ก่อนที่เราจะตอบคำถามว่าทำไมกระดุมอยู่กันคนละด้าน เราก็ต้องมาดูกันก่อนว่าเราเริ่มมีกระดุมใช้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ นักโบราณคดีพบหลักฐานการใช้กระดุมที่เก่าแก่ที่สุด คือในสมัย bronze age (ราวๆ 3000 ก่อนคริสตกาล) แต่กระดุมในสมัยก่อนก็ไม่ได้เอาไว้กลัดให้เสื้อติดกันนะคะ แต่ว่าเอาไว้ตกแต่งเป็นเครื่องประดับเข็มขัด หรือพวกเครื่องมืออื่นๆ เพราะว่าในสมัยนั้นเครื่องแต่งกายก็ยังเป็นแบบง่ายๆอยู่ คือเป็นหนังสัตว์นั่นเอง

ส่วนการเริ่มใช้กระดุมเป็นสิ่งที่ทำให้ เสื้อผ้าติดอยู่ด้วยกันนั้น เพิ่งจะพบว่าเกิดเป็นหนแรกในอารยธรรมกรีกและโรมัน แต่ว่าก็ยังไม่ใช่ของที่จำเป็นในการทำให้เสื้อติดกัน จนกระทั่งยุคกลาง ช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 จึงได้เกิดการใช้กระดุมเป็นเครื่องมือในการทำให้เสื้อผ้าเข้ารูปและเป็น เครื่องตรึงผ้าให้อยู่กับตัวกันอย่างแพร่หลาย มีการพบว่า รังดุม (buttonholes) เกิดขึ้นหนแรกก็ในยุคกลางนี่เอง



เรา ต้องไม่ลืมว่า สังคมทุกสังคม คำว่า "แฟชั่น" นั้น เกิดขึ้นในหมู่คนชั้นสูงก่อน แล้วคนชั้นกลางจึงได้เลียนแบบสืบต่อมา เพราะว่าถือว่าอะไรที่ขุนนางใช้นั้นย่อมเป็นของดี กระดุมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย คนก็แข่งกันด้วยว่าใครใส่เสื้อที่มีกระดุมมากกว่ากัน กระดุมใหญ่ ลวดลายละเอียด และทำด้วยเงินหรือทอง ก็เป็นเครื่องหมายของความร่ำรวยได้ กระดุมในอดีตนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องทำให้ผ้าติดอยู่ด้วยกัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถานทางสังคมของผู้ใช้ด้วย ความหลงใหลในกระดุมก็ยังแสดงให้เห็นโดย King Francis I (1494-1547) ได้มีการใช้กระดุมทองกว่า 13,000 อันติดลงในชุด 1 ชุด (บางคนบอกว่า 13,400 บางทีบอก 13,600)



เนื่อง จากในศตวรรษที่ 15 คนในสังคมชั้นสูงนิยมใช้กระดุมในการตกแต่ง และใช้กระดุมทำให้เสื้อผ้าติดกัน การตัดเย็บของเสื้อผ้าก็เลยทำไปตามจุดประสงค์ของการใช้ไปด้วย ผู้หญิงชั้นสูงในสมัยนั้น มักจะไม่แต่งตัวด้วยตัวเอง แต่มีสาวใช้แต่งให้ คนส่วนมากก็ถนัดขวา ช่างตัดเสื้อจึงทำกระดุมให้อยู่ทางด้านซ้าย รังดุมอยู่ทางขวาเพื่อความสะดวกของคนที่ต้องแต่งตัวให้ ส่วนฝ่ายชายนั้นแต่ตัวเองกระดุมก็ยังอยู่ทางขวา รังดุมทางซ้าย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และกระดุมเสื้อโค้ทยิ่งจำเป็นต้องอยู่ทางขวาเพราะว่าคนในสมัยนั้นพกดาบ และใช้ดาบหรือกระบี่ในการต่อสู้ การกลัดกระดุมทางซ้ายนั้น เพื่อสะดวกแก่การใช้มือขวาไปหยิบดาบออกมาต่อสู้นั่นเอง

อีกแนวคิดที่ ว่าช่างตัดเสื้อทำรังดุมของเสื้อผู้หญิงให้อยู่ทางขวามือ เพราะว่าเป็นการแสดงให้ผู้หญิงรู้ว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ด้อยกว่านั้นยังหา หลักฐานมาสนับสนุนไม่ได้ และก็ถ้าคิดตามความเป็นไปได้แล้วช่างเสื้อไม่น่าที่จะเอาเรื่องนี้มาเป็น เครื่องบอกว่าผู้หญิงด้อยกว่า เพราะว่าความคิดที่ว่าเพศใดด้อยกว่ากันนั้นก็เช่นเดียวกับหลายๆเรื่องใน สังคม คือเกิดขึ้นจากการกำหนดของคนในสังคมชั้นสูง ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ขุนนางจะใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้แล้วเอามาเป็น เครื่องมือเพื่อตอกย้ำความด้อยทางสถานะทางสังคมของเพศหญิง ดังนั้นการที่รังดุมของฝ่ายหญิงอยู่ทางด้านขวานั้นถ้าดูตามลักษณะการใช้งาน แล้วน่าจะเกิดมาจากการที่ผู้หญิงในสมัยก่อนมีคนช่วยแต่งตัวให้จริงๆ

แต่ ไม่ว่าจะเกิดด้วยสาเหตุใดก็ตาม ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้เป็นข้อตกลงมาตรฐานก็คือว่า การที่เสื้อของผู้ชายและผู้หญิงมีรังดุมคนละด้านนั้น ก็เพื่อความสะดวกของผู้เลือกเสื้อมาใช้นั่นเอง พอดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเสื้อของเพศไหน