วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ถามตอบเรื่อง AHA, BHA, VitC กับหมอเล็ก

ถามตอบเรื่อง AHA, BHA, VitC กับหมอเล็ก

ถามตอบกับหมอเล็ก เรื่อง AHA, BHA, VitC (ก็หน้าขาวใสกิ๊กนั่นแหละ)

• จริงหรือเปล่าคะที่ aha ทำให้ผิวเราบางลงและไวต่อแสง ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นฝ้า-กระมากขึ้น

คำตอบ
จริง ที่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้นครับ ส่วนทำให้เป็นฝ้าหรือกระมากขึ้นนั้น จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะสาเหตุการเกิดฝ้าและกระ มาจากหลายปัจจัย(Multiple factors) แม้ว่าไม่ได้ใช้AHA แต่ยังไงก็ควรเลี่ยงแดดอยู่แล้วล่ะครับ



• ถามด้วยคนค่ะ นอกจากจะต้องใช้ครีมกันแดดแล้ว เมื่อใช้AHAแล้ว ควรจะใช้ครีมบำรุงผิวชนิดอื่นร่วมด้วยไหมคะ เป็นประเภทไหนดี ช่วยอธิบายด้วย แต่ไม่ต้องบอกยี่ห้อค่ะ กำลังจะเริ่มใช้พอดี ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
อย่างที่บอก ไงครับ ควรใช้ร่วมกับครีมที่ให้ความชุ่มชื้นธรรมดาๆก็พอ ส่วนถ้าอยากใช้ครีมอย่างอื่นอีกเช่น ไวเทนนิ่ง บีเอชเอ ฯลฯ ควรแยกวันแยกเวลากันทาครับ



• รบกวนอีกนิดนะคะ....เกี่ยวกะ BHA ค่ะ ถ้าใช้ควบคู่กับพวกครีม หรือ essence ต่างๆที่เป็นพวก Whitening ได้ไหมคะ??? เพราะถ้า AHA คงไม่ได้

คำตอบ
ใช้ได้ครับ แต่ส่วนตัวจะให้ทาไวเทนนิ่งตอนเช้าก่อนกันแดด แล้วให้ทาบีเอชเอหรือเอเอชเอตอนก่อนนอนครับ



• ในบรรดา AHA, BHA, Vitc ให้ผลแตกต่างกันมั๊ยคะ หรือควรเลือกใช้แค่ตัวใดตัวหนึ่งก็เพียงพอแล้ว Vitc แต่ละยี่ห้อที่ขายกันซึ่งราคาต่างกันลิบลับน่ะค่ะ จริงๆ แล้วมันมีคุณสมบัติ หรือกรรมวิธีการผลิตที่ให้ผลต่างกันตามราคาแค่ไหนคะ แล้ว Kojic ที่คุณหมอว่าคืออะไรคะ? ขอบคุณค่ะ

คำตอบ
เอเอชเอ บีเอชเอ วิตามินซี ให้ผลใกล้เคียงกันครับ

วิตามิน ซีสลายตัวง่าย กรรมวิธีที่ผลิตค่อนข้างสำคัญครับ ของถูกมากๆคงจะดีที่สุดไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าของแพงมากๆจะดีที่สุดครับ คงต้องเลือกและพิจารณาจากบริษัทที่มีการผลิตที่มีการยอมรับทั่วโลกน่ะครับ

โคจิก เอซิด ก็คือสารชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในเวชสำอาง ทำให้ผิวขาวขึ้น พบได้ในเครื่องสำอางหลายยี่ห้อครับ ลองหาดู หาง่ายครับ





• ขอถามบ้างนะคะ Vit C มันช่วยผลัดผิวเหมือน AHA หรือเปล่าคะ ถ้าไม่ใช่ แล้วมันทำงานยังไงคะถึงช่วยให้หน้าขาวใสได้

คำตอบ
วิตามิน ซีช่วยผลัดบ้างแต่ไม่มากเท่าเอเอชเอครับ แต่มีฤทธิ์ไวเทนนิ่ง และแอนตี้ออกซิแดนซ์ซึ่งเอเอชเอไม่มี แต่ทั้งหมดเป็นการทดลองในหลอดทดลองนะครับ สารพวกนี้ไม่ได้มีคณสมบัติในการรักษาน่ะครับ เอาไว้ใช้ป้องกันมากกว่า ถ้าใช้รักษาได้ก็ต้องเรียกว่ายาแล้วล่ะครับ ส่วนความปลอดภัย ถ้าไม่ได้เป็นผิวที่ไว หรือแพ้ต่อสารดังกล่าว ความปลอดภัยคงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญครับ

ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

วันนี้ ขอตอบคำถามที่มีคนถามมา บางคำถามรำเพยก็ได้แต่กลอกตาไปมาด้วยความงงว่าถามอะไรกันหว่า ใครจะไปรู้ แต่พอมานึกดูดีๆอีกที คำถามพวกนั้นก็น่าสนใจเหมือนกันนะ วันนี้เลยเอาคำถามกระจุกกระจิกมาเล่าสู่กันฟัง

คำถามของวันนี้: ทำไมกระดุมเสื้อ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละด้าน

คำ ถามง่ายๆ แต่ตอบยาก เพราะว่าไม่เคยมีใครเขียนอธิบายไว้ให้ชัดเจน แต่ก่อนที่เราจะตอบคำถามว่าทำไมกระดุมอยู่กันคนละด้าน เราก็ต้องมาดูกันก่อนว่าเราเริ่มมีกระดุมใช้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ นักโบราณคดีพบหลักฐานการใช้กระดุมที่เก่าแก่ที่สุด คือในสมัย bronze age (ราวๆ 3000 ก่อนคริสตกาล) แต่กระดุมในสมัยก่อนก็ไม่ได้เอาไว้กลัดให้เสื้อติดกันนะคะ แต่ว่าเอาไว้ตกแต่งเป็นเครื่องประดับเข็มขัด หรือพวกเครื่องมืออื่นๆ เพราะว่าในสมัยนั้นเครื่องแต่งกายก็ยังเป็นแบบง่ายๆอยู่ คือเป็นหนังสัตว์นั่นเอง

ส่วนการเริ่มใช้กระดุมเป็นสิ่งที่ทำให้ เสื้อผ้าติดอยู่ด้วยกันนั้น เพิ่งจะพบว่าเกิดเป็นหนแรกในอารยธรรมกรีกและโรมัน แต่ว่าก็ยังไม่ใช่ของที่จำเป็นในการทำให้เสื้อติดกัน จนกระทั่งยุคกลาง ช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 จึงได้เกิดการใช้กระดุมเป็นเครื่องมือในการทำให้เสื้อผ้าเข้ารูปและเป็น เครื่องตรึงผ้าให้อยู่กับตัวกันอย่างแพร่หลาย มีการพบว่า รังดุม (buttonholes) เกิดขึ้นหนแรกก็ในยุคกลางนี่เอง



เรา ต้องไม่ลืมว่า สังคมทุกสังคม คำว่า "แฟชั่น" นั้น เกิดขึ้นในหมู่คนชั้นสูงก่อน แล้วคนชั้นกลางจึงได้เลียนแบบสืบต่อมา เพราะว่าถือว่าอะไรที่ขุนนางใช้นั้นย่อมเป็นของดี กระดุมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย คนก็แข่งกันด้วยว่าใครใส่เสื้อที่มีกระดุมมากกว่ากัน กระดุมใหญ่ ลวดลายละเอียด และทำด้วยเงินหรือทอง ก็เป็นเครื่องหมายของความร่ำรวยได้ กระดุมในอดีตนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องทำให้ผ้าติดอยู่ด้วยกัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถานทางสังคมของผู้ใช้ด้วย ความหลงใหลในกระดุมก็ยังแสดงให้เห็นโดย King Francis I (1494-1547) ได้มีการใช้กระดุมทองกว่า 13,000 อันติดลงในชุด 1 ชุด (บางคนบอกว่า 13,400 บางทีบอก 13,600)



เนื่อง จากในศตวรรษที่ 15 คนในสังคมชั้นสูงนิยมใช้กระดุมในการตกแต่ง และใช้กระดุมทำให้เสื้อผ้าติดกัน การตัดเย็บของเสื้อผ้าก็เลยทำไปตามจุดประสงค์ของการใช้ไปด้วย ผู้หญิงชั้นสูงในสมัยนั้น มักจะไม่แต่งตัวด้วยตัวเอง แต่มีสาวใช้แต่งให้ คนส่วนมากก็ถนัดขวา ช่างตัดเสื้อจึงทำกระดุมให้อยู่ทางด้านซ้าย รังดุมอยู่ทางขวาเพื่อความสะดวกของคนที่ต้องแต่งตัวให้ ส่วนฝ่ายชายนั้นแต่ตัวเองกระดุมก็ยังอยู่ทางขวา รังดุมทางซ้าย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และกระดุมเสื้อโค้ทยิ่งจำเป็นต้องอยู่ทางขวาเพราะว่าคนในสมัยนั้นพกดาบ และใช้ดาบหรือกระบี่ในการต่อสู้ การกลัดกระดุมทางซ้ายนั้น เพื่อสะดวกแก่การใช้มือขวาไปหยิบดาบออกมาต่อสู้นั่นเอง

อีกแนวคิดที่ ว่าช่างตัดเสื้อทำรังดุมของเสื้อผู้หญิงให้อยู่ทางขวามือ เพราะว่าเป็นการแสดงให้ผู้หญิงรู้ว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ด้อยกว่านั้นยังหา หลักฐานมาสนับสนุนไม่ได้ และก็ถ้าคิดตามความเป็นไปได้แล้วช่างเสื้อไม่น่าที่จะเอาเรื่องนี้มาเป็น เครื่องบอกว่าผู้หญิงด้อยกว่า เพราะว่าความคิดที่ว่าเพศใดด้อยกว่ากันนั้นก็เช่นเดียวกับหลายๆเรื่องใน สังคม คือเกิดขึ้นจากการกำหนดของคนในสังคมชั้นสูง ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ขุนนางจะใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้แล้วเอามาเป็น เครื่องมือเพื่อตอกย้ำความด้อยทางสถานะทางสังคมของเพศหญิง ดังนั้นการที่รังดุมของฝ่ายหญิงอยู่ทางด้านขวานั้นถ้าดูตามลักษณะการใช้งาน แล้วน่าจะเกิดมาจากการที่ผู้หญิงในสมัยก่อนมีคนช่วยแต่งตัวให้จริงๆ

แต่ ไม่ว่าจะเกิดด้วยสาเหตุใดก็ตาม ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้เป็นข้อตกลงมาตรฐานก็คือว่า การที่เสื้อของผู้ชายและผู้หญิงมีรังดุมคนละด้านนั้น ก็เพื่อความสะดวกของผู้เลือกเสื้อมาใช้นั่นเอง พอดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเสื้อของเพศไหน



ข้อคิดการแต่งกาย

ข้อคิดการแต่งกาย

- เวลาจะดูว่าเราแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะ ให้ดูก่อนว่าส่วนไหนของร่างกายเราที่เราโชว์ได้บ้าง และส่วนไหนที่เราไม่ชอบ วิธีง่ายๆก็ในห้องน้ำนั่นแหละค่ะ ส่องดูตัวเองดูซะบ้าง จะได้รู้ว่าเราควรซ่อนควรโชว์อะไร

- คนที่ก้นใหญ่ไหล่เล็ก (ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า pear shaped) ถ้าจำเป็นต้องใส่เสื้อคลุม ก็อย่าได้ทะลึ่งใส่เสื้อสูทหรือเสื้อคลุมที่มันความยาวระดับสะโพกเชียว จะสั้นระดับเอวก็สั้นไป หรือว่าจะยาวปิดก้นก็เอา แต่ไอ้ครึ่งก้นเนี่ย อย่าเชียวนะ เพราะว่าเส้นตัดตามแนวนอนมันจะเน้นให้เห็นความกว้าง ก้นก็ใหญ่ๆอยู่แล้วถ้าไปเน้นให้เห็นเข้าไปอีกละ อ้วนไม่รู้ตัวเลย

- อะไรที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าเกิน 2-3 ปีแล้วไม่เคยใช้น่ะ ทิ้งค่ะทิ้ง เก็บไว้ก็ไม่ได้ใส่หรอก รกตู้เปล่าๆ สู้เอาตู้ว่างๆมาไว้ใช้ใส่เสื้อเพิ่มดีกว่า

- ถ้าเป็นไปได้ ควรจัดตู้เสื้อผ้าตามสีนะคะ เช่นสีขาวเอาไว้ส่วน สีๆก็เอาไว้อีกส่วนวแล้วก็จัดเรียงสี มันจะทำให้หยิบง่ายสะดวกดี

- ข้อนี้สำหรับสาวๆ ถ้าคุณใส่กกนตัวไหนแล้วมันปรากฏร่องรอยเวลาคุณใส่กางเกงหรือกระโปรงแนบเนื้อ ละก็ แยกออกไว้ต่างหากค่ะ เอาไว้ใส่วันปกติ อย่าเผลอหยิบมาใส่ออกงานละ น่าเกลียดตายเลย ถ้าใส่กับกางเกงยีนส์ก็ไม่เป็นไร

- ถ้าคุณใส่เสื้อสีขาว ก็ไม่ควรใส่เสื้อในสีขาว หรือสีๆทั้งหลาย เพราะว่ามันมองทะลุเห็นนะจ้ะ ไม่งาม ใส่สีเนื้อจะดีที่สุด *ยกเว้น* ถ้าคุณต้องการโชว์เสื้อในให้ดู sexy นั่นก็อีกเรื่องนึง ฮี่ๆๆๆ

- เครื่องสำอาง ไม่ควรเป็นหน้ากาก แต่ควรเป็นเครื่องเสริมข้อดีของหน้าคุณ หลักกว้างๆก็คือการใช้ลิปสติกสีสดๆ หรือแต่งตามากเกินไปไม่ได้ทำให้ดูดี สำหรับชีวิตประจำวันแล้วการแต่งหน้าแบบเสริมส่วนดีกลบส่วนด้อยจะดูดีกว่าการ ลงสีเต็มที่ค่ะ

งามแบบงกๆ

งามแบบงกๆ

ตั้งแต่ ต้นปีนี้ ยังไม่ได้ซื้อเครื่องสำอางที่ไม่จำเป็นเลยสักชิ้นเดียว ซื้อมาแค่ที่ล้างหน้า 2 ขวด เพราะว่าใช้หมดทุกๆสองเดือน กับแชมพู 1 ขวด และสบู่อาบน้ำอีก 1 ขวด ปิดฉากการซื้อเครื่องสำอางสีสันสวยงามเพราะว่าของที่มีมันยังเยอะอยู่ ใช้ไปได้อีกนาน

เอ๊ะ แล้วนี่จะพล่ามอะไรอีกแล้วเฉไฉไปนอกเรื่องเรื่อยเลย ไม่ใช่ส่งลงนิตยสารนะจะได้เขียนเอาเนื้อที่เข้าว่า เอิ๊กๆๆ วันนี้ที่ใช้ชื่อว่า งามแบบงกๆ ก็เพราะว่ามานั่งมองดูจริงๆแล้วของที่เราใช้ ไม่ได้จำเป็นต้องแพงเลย ก็ทำให้ดูดีได้ (หรือคิดไปเองว่าดูดีแบบรำเพย) ตั้งแต่เด็กจนโตยี่สิบกว่าปีที่อยู่เมืองไทยก็ไม่เคยเห็นยายหรือแม่ใช้ เครื่องสำอางแพงๆ ของแพงที่เห็นแม่ใช้ก็เห็นจะเป็นชุดแต่งหน้าของแม่ แต่แม่ก็มีของน้อยชิ้น ใช้จนขูดกันหมดตลับไปเลย พอโตมาย้ายมาท่องโลกอยู่ประเทศต่างๆ พบว่าเครื่องสำอางเมืองนอกมันถูกกว่าบ้านเรา เมื่อไหร่กลับบ้านก็มักจะซื้อไปฝากยายและแม่ แต่ยายก็ยังคงเป็นยาย ยังชอบใช้ max factor ของที่ยายเคยใช้มาแต่สาวๆ

เรื่องความสวยมัน ขึ้นอยู่ที่รูปหน้า โครงของหน้าเป็นส่วนหลัก แต่ว่าส่วนประกอบอีกอย่างที่สำคัญก็คือผิว ถ้าผิวสวยสะอาด ต่อให้ไม่สวยก็ดูดีได้ สิ่งที่เราควรหันมาใส่ใจกันจริงๆนั้นไม่ใช่การแต่งหน้าหรอกค่ะ แต่ว่าควรเป็นการบำรุงให้เราผิวดี โดยที่ดูดีได้แม้จะไม่แต่งหน้าเลย ถ้าทำให้ผิวดีได้แบบนั้น ไม่ว่าอายุเท่าไหร่คุณก็ดูดีได้ค่ะ วันนี้ก็มีเคล็ดไม่ลับทั้งของยาย ของแม่ และก็ของรำเพยเองมาฝากกัน รับรองว่าไม่เสียเงินอะไรมากมายแน่นอน

1 อย่าลืมทาครีมบำรุงคอก่อนนอน ไม่จำเป็นต้องแพงแต่ต้องทา
>>เหตุผล<< ผิวบริเวณคอ จริงๆแล้วบางกว่าผิวหน้า และแทบจะไม่มีต่อมไขมันเลย ดังนั้นมันจึงแห้งและเหี่ยวได้เร็วกว่าผิวหน้านะจ้ะ

2 ทากันแดดทุกวัน และสำคัญมากว่าอย่าลืมทาที่คอ และมือด้วย
>>เหตุผล<< อย่ามัวแต่ห่วงผิวหน้า ลองสังเกตดูดีๆ ส่วนที่เป็นเครื่องบอกว่าแก่แล้วก็ผิวที่คอและมือนี่แหละ อย่าลืมว่าหน้ายังดึงได้ แต่คอและมือน่ะ ดึงให้ตึงไม่ได้นะคะ

3 ดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีที่ตื่นนอน
>>เหตุผล<< ร่างกายขณะที่นอนน่ะ ไม่ได้น้ำมาตั้งหลายชม และร่างกายเรานั้น 75% เป็นน้ำดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำตอนตื่นนอนทันทีเพื่อที่จะชดเชยส่วนที่หายไป ระหว่างนอนหลับ และก็จะทำให้เราสดชื่นขึ้นด้วย

4 สิ่งที่ควรรู้เรื่องเกี่ยวกับรังสียูวี (รำเพยถือว่าความรู้คืออาวุธ รู้ไว้เราจะได้ป้องกันได้ถูกต้อง)
- เมฆน่ะ มันกันได้เฉพาะความจ้า หรือส่วนของแสงขาว แต่ว่าตัวยูวีหรือแสงเหนือม่วงนั้นน่ะ มันกันไม่ได้นะคะ ดังนั้นต่อให้เมฆครึ้ม ไม่มีแดด ก็ยังมีรังสียูวีผ่านเมฆมาได้ประมาณ 80% อยู่ดี
- ผลเสียที่เกิดจากรังสียูวี ไม่ใช่ สิ่งที่เกิดอย่างเฉียบพลัน กว่าคุณจะเห็นว่าผิวเป็นกระ หรือฝ้าน่ะ จริงๆแล้วมันเกิดมานานหลายปีแล้ว ผิวถูกทำร้ายมาหลายปีแล้วค่ะ ดังนั้นคุณควรป้องกันผิวเสียแต่เนิ่นๆ
- ต่อให้กันแดดที่คุณใช้นั้นดีแค่ไหน ถ้าคุณทาน้อยกว่าปริมาณที่กำหนด (2 มก ต่อ 1 ตารางเซนติเมตร) ประสิทธิภาพก็จะลดลงมาก ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท และควรทากันแดดซ้ำบ้างถ้าคุณต้องออกแดดนานๆ
- มะเร็งผิวหนัง มันไม่เลือกสีผิว จะบอกว่าคนไทยไม่เป็นมะเร็งผิวหนังน่ะไม่ใช่หรอก

5 (ข้อนี้ยายบอก) ครีมบำรุงจะดีไม่ดี ไม่เกี่ยวกับหอมไม่หอมสักหน่อย ใช้ๆเข้าไปเหอะ อะไรก็ได้ที่ไม่แพ้ละดีทั้งนั้น
>>เหตุผล<< สารหลักๆที่ทำให้ผิวแพ้และระคายเคืองได้ ก็คือ น้ำหอม สี และ สารกันบูด เราจะเอาครีมมาทาหน้าเพื่อที่ป้องกันการระเหยของน้ำ น้ำหอมในครีมไม่ได้ทำหน้าที่อะไรนอกจากสร้างความเสี่ยงให้เกิดอาการระคาย เคืองผิว

6 ผิวบริเวณใต้ตาจะบอบบาง (เหมือนคอนั่นแหละ) ดังนั้นถ้าจะทาอะไรใต้ตาก็ระวังมือหน่อย อย่าทาจากหางตามาหัวตา มันย้อนรอย เดี๋ยวหน้ายับ

7 ไม่อยากตาเป็นแพนด้าเพราะช้ำ ก็ไม่ต้องขยี้ตาสิ ขยี้ตามากๆ นอกจากอาจทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ตาแตกได้ ก็ยังทำให้เหี่ยวเร็วเป็นริ้วรอยเร็วด้วย

8 แอลกอฮอล์ ชา และ กาแฟ ไม่ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวัน
>>เหตุผล<< แอลกอฮอล์มีผลให้หลอดเลือดขยายตัว กินบ่อยๆเข้าไอ้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดก็จะมีน้อยลง ทำให้เกิดเราเห็นเส้นเลือดขอด และก็เส้นเลือดฝอยแตกๆได้ (หน้าแดงๆน่ะค่ะ) นอกจากนั้น แอลกอฮอล์และคาเฟอีนในชากาแฟ ก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำลงไป ผิวที่ขาดน้ำก็จะไวต่อแสงได้ง่ายขึ้นด้วย

9 การเปลี่ยนวิธีการแต่งหน้า เช่น ลดปริมาณความเข้มของสีที่ใช้ หรือการหัดแต่งหน้าบ้างนิดหน่อย เพื่อเพิ่มสีให้กับหน้า ไม่ใช่เพิ่มหน้ากากนะคะ เพิ่มสีนิดหน่อย ก็จะทำให้หน้าดูอ่อนวัยลงได้ค่ะ

10 ตอนเด็กๆ ย่ากับยายจะสอนให้ขัดผิวด้วยมะขามเปียกกับขมิ้น ยังจำได้ว่าขัดซะเหลืองไปหมด ห้องน้ำเลอะเทอะ แต่ว่าทำนานๆครั้งก็ผิวสีสวยดีค่ะ สีเหลืองแทนเหมือนน้ำผึ้งเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อ suntan หรือ tanning lotion เลยจริงๆ

11 หลังอาบน้ำ ให้ทาออยตอนที่ตัวยังเปียกอยู่แล้วเอาผ้าเช็ดตัวซับ ผิวจะนุ่มดี และก็คงความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้นาน

12 ข้อนี้พูดง่ายทำยาก ทำใจให้สงบ ไม่โกรธใครง่ายๆ หน้าตาจะอ่อนวัยไม่แก่เร็ว

วันนี้นึกออกแค่นี้แหละ สวยแบบงกๆ ไว้ถ้านึกวิธีอะไรของย่ากับยายออกอีกก็จะมาบอกนะคะ วันนี้ไปละ ชะแว้บบบ

สาวไทยกับการแต่งตัว

สาวไทยกับการแต่งตัว

ไอ้ เสื้อเอวลอยนี่น่ะ ที่จริงมันก็เหมาะสมกับอากาศบ้านเรา เพราะว่ามันร้อนเหลือเกิน ดูจากรูปวาดของไทยในสมัยก่อนสิ คนไทยนุ่งผ้าแถบมันโป๊ซะยิ่งกว่าเสื้อเอวลอยของสาวสมัยนี้เป็นไหนๆ จะว่าเสื้อเอวลอยมันเหมาะกับอากาศก็ใช่อยู่ แต่ลอยมากๆก็เป็นอันตรายแก่ตัวได้เหมือนกันนะ ภาษารุ่นคุณย่าคุณยายจะต้องบอกว่า อินางเอ๊ย เอ็งจะแต่งตัวไปล่อตะเข้ที่ไหน ได้ยินคนแก่พูดแบบนั้นทีไรก็จะให้เกิดขำทุกทีไป เพราะว่าพาลให้นึกไปถึงสมัยรุ่นทวดที่เค้าใส่ผ้าแถบผืนนิดๆกันเป็นปกติไม่มี ใครบอกว่าการนุ่งผ้าแถบนั้นเป็นเรื่องอุจาดตา

ที่เขียนมานี่ไม่ได้ จะบอกว่าสนับสนุนการนุ่งน้อยห่มน้อยปิดนิดปิดหน่อย...... โอ๊ยยย ไม่เลยค่ะ อิชั้นไม่สนับสนุน และไม่คัดค้าน เนื่องจากเมื่อสมัยที่อิชั้นเป็นสาวๆ อิชั้นก็ใส่ค่า เอวลอยเนี่ย ใส่ตั้งแต่ตอนที่เมืองไทยเค้าไม่มีใครใส่กันน่ะ เดินตลาดนี่คนมองเหลียวหลังเลย (เพราะเหมือนตัวประหลาดแต่งตัวพิกลจากคนสมัยนั้น) แต่ตอนนี้ขืนใส่คนเค้าจะหาว่าไม่เจียม ฮ่าๆๆ ไอ้เรื่องจะใส่เสื้อปิดๆเปิดๆเอวต่ำเอวลอยนั้น อิชั้นถือว่ามันสิทธิส่วนบุคคลค่ะ อยากใส่ อยากโชว์ มีดีให้อวดก็อวดกันไป ไม่อยากอวดใครก็ไม่ต้องใส่ค่ะ สิทธิของคนใส่อย่างแท้จริง

เรื่อง ที่อิชั้นขำน่ะ เนื่องมาจากสาวๆที่ใส่เอวลอยนี่นะ เป็นยังไงกัน วันก่อนตอนนั่งกินข้าวที่โลตัส มีสาวคนนึง สวยมาก ขาวสวย ไม่ผอมแห้ง และไม่อ้วน หุ่นดีเลยแหละ ผมยาวสวยแต่งหน้าดี วุ้ยพูดง่ายๆว่าสาวสวยไม่หมวยแต่ขาว สวยจริงๆเลยแหละ เธอใส่ยีนส์สีเข้มเกือบดำ คาดเข็มขัดอันหนาสักเกือบคืบ แล้วก็เส้อแขนกุดเว้าสีดำคอเต่าตลบ ใส่ส้นสูงสักสองนิ้ว ตอนเดินมาก็สวยจนอิชั้นมองแล้วมองอีกผู้หญิงด้วยกันนี่แหละ ยังชอบมองว่าเธอหุ่นดีจริงๆ แต่พอจะนั่งความขำของอิชั้นก็เกิดขึ้น....

ก็ เธอใส่เอวลอยแท้ๆ กางเกงก็เอวต่ำ ซึ่งคนใส่ก็รู้ว่าเวลานั่งแล้วมันจะเลื่อนลง ส่วนเสื้อก็เลื่อนขึ้นนิดหน่อย เผยให้เห็นเนื้อสีขาวนวลสวยๆสะอาดตาน่าดู เลือกใส่มาเองแท้ๆ ไม่ได้มีใครบังคับเลย แต่ว่าเธอก็นั่งไม่เป็นสุขเลย ปิดอยู่นั่นแล้ว เอามือดึงกางเกงขึ้น ดึงเสื้อลง กินไปดึงไปจนในที่สุดเธอก็เอามือมาลากเสื้อลงมาแล้วจับไว้ สรุปว่ากินข้าวด้วยมือขวามือเดียว มือซ้ายยมัวแต่จับชายเสื้อ....

โถ อิหนูเอ๊ยยยย ถ้าไม่อยากอวดผิวให้คนอื่นดู แล้วจะใส่ไปทำม้ายยยยย จะใส่กางเกงเอวต่ำ เสื้อเอวลอย แต่ว่าดันกระมิดกระเมี้ยนเดินๆดึงๆ น่าเกลียดไปเลย ที่จริงถ้าใส่แล้วมั่นใจ มันจะทำให้ดูไม่โป๊นะคะ แต่ถ้าใส่แล้วดึงไปดึงมา มันก่อความรู้สึกว่าโป๊ได้เลยค่ะ จากนั้นก็เลยสังเกตดูว่าคนไทยใส่เสื้อเอวลอยกันยังไง ก็เห็นเลยค่ะว่าเป็นแบบแม่สาวน้อยคนนี้กันซะเยอะ ใส่ๆดึงๆ ใส่กระโปรงสั้นแล้วเอาผ้ามาปิด ฮ่วย....แล้วจะใส่ไปทำไมกัน



เลือก ใส่เสื้อผ้าตามความมั่นใจของตัวคุณเถอะค่ะ ถ้าอยากใส่แบบอวดผิวแต่ว่าขี้เขินละก็ ลองเลือกแบบที่มันเหมาะกับตัวจะดีกว่าไหมคะ ใส่เสื้อผ้าที่แสดงความมั่นใจของผู้ใส่ แต่ว่าตัวเองไม่ได้มั่นใจอย่างเสื้อ ก็แล้วจะใส่ไปทำไมละนั่น เลือกเสื้อให้เหมาะกับตัวดีกว่านะคะ ใส่เสื้อต้องมั่นใจ ถ้าใส่แล้วไม่มั่นใจในเสื้อผ้าที่ใส่ แสดงว่าคุณไม่เหมาะกับการแต่งกายแบบนั้นๆ จ้ะ

วิธีเขียนคิ้ว

วิธีเขียนคิ้ว

อุปกรณ์
ดินสอ 1 แท่ง
กระจก
ดินสอเขียนคิ้ว หรือที่เขียนคิ้ว

ขั้นต้น เอ้า มองกระจกแล้วยิ้ม บอกกับตัวเองว่าชั้นสวย ฮี่ๆๆ พอหน้ายิ้มๆสบายใจแล้วก็มาเริ่มกันดีกว่า



เอา ดินสอทาบจากปลายจมูกแล้วทำเอียงให้ได้องศาประมาณ บ่ายสองโมง (ถ้าอีกด้านก็ประมาณสี่ทุ่ม) มองกระจกตรงๆนะคะ กะให้ดินสอผ่านบริเวณตาดำ ดูแล้วจำไว้ค่ะ ว่าจุดที่อยู่ตรงคิ้วน่ะ นั่นน่ะคือจุดที่คิ้วจะหักมุมโค้งค่ะ

ขั้นต่อมา เอาดินสอนาบให้เป็นแนวระนาบขนานไปกับจมูกตรงด้านบนก็คือจุดเริ่มต้นของคิ้ว ถ้าใครที่กันคิ้วออกไปมากไปก็ใช้ดินสอเขียนคิ้วค่อยๆเขียนเส้นคิ้วทีละนิดๆ ตรงหัวคิ้วนะคะ จะได้ดูพอดีๆ ไม่หลอกตา



ขั้นสุดท้าย เมื่อเริ่มต้นได้ รู้ว่าต้องทำมุมโค้งตรงไหนแล้วเราก็ต้องรู้ด้วยว่าจะลากคิ้วยาวแค่ไหนถึงจะ ดี วิธีดูก็คือให้เอาดินสอทาบจากปลายจมูกผ่านหางตานั่นแหละค่ะ ความยาวของคิ้วจากหัวคิ้วก็ควรจะมาจบที่บริเวณที่ดินสอผ่านนั่นเอง




คิ้วรำเพยเองค่ะ วันนี้เรื่องง่ายๆนิ

วิธีกันคิ้ว

วิธีกันคิ้ว

วัน ก่อนเขียนวิธีเขียนคิ้ว แล้วก็มีคนถามว่ากันคิ้วทำยังไง พอดีเช้านี้กันคิ้วพอดีก็เลยเอารูปมาให้ดูกันค่ะ ถ่ายตอนเช้าตอนยังมืดๆเพราะงั้นหน้าก็เลยเหลืองๆนะคะ เนื่องจากไฟในห้องมันเหลือง พอกันเสร็จก็มีแสงพอดี เลยเห็นผิวปกติๆ ฮี่ๆๆ กรุณาอย่าตกใจว่าทำไม 4 รูปแรกมันเหลืองๆดำๆชอบกล



ขั้น แรกก็มองดูคิ้วของคุณแล้วก็กะเอาตามสัดส่วน (บอกไว้ในกระทู้ที่แล้ว) จากนั้นก็เอาดินสอสีขาวระบายบริเวณที่ต้องการกันออก วาดเป็นโครงไว้ แล้วถอนหรือกันก็ได้ค่ะ พอถอนหรือเอามีโกนกันออกตามรอยสีขาวแล้ว ก็ตรวจความเรียบร้อยด้วยการปัดขนคิ้วขึ้นด้านบนแล้วตัดให้มันเนียนเท่ากัน

เสร็จแล้วค่ะ ง่ายไหม